ตระกูลโล้วเฮงหมง

สารบัญของประวัติตระกูลโล้วเฮงหมง

Posted in ประวัติ by pawoot on สิงหาคม 23, 2017

ภาคแรกยุคบุกเบิก (ลิขิตฟ้า)

ภาคสองลูกพยัคฆ์

ภาคสามบุกเบิกสู่ธุรกิจโล้วเฮงหมง

ภาคผนวก (รวมรายชื่อคนในตระกูลตั้งแต่ รุ่นที่ 1)

 

(more…)

Advertisements

ภาคแรก… ยุคบุกเบิก (ลิขิตฟ้า)

Posted in ประวัติ by pawoot on สิงหาคม 23, 2017

ณ จีนแผ่นดินใหญ่ ปลายพุทธศักราช 2454

ยุคนั้น…ชาวฮั่นซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ เกิดความไม่พอใจชาวแมนจูซึ่งเป็นชนชั้นปกครอง เนื่องจากเห็นว่าตนถูกกดขี่รีดเก็บภาษีและเกณฑ์ไปใช้แรงงานด้วยความไม่ยุติธรรม จึงเกิดการเรียกร้องให้โค่นล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ชิง (ราชวงศ์ที่มีต้นกำเนิดมาจากชาวแมนจู) เพื่อเปลี่ยนไปเป็นการปกครองระบอบสาธารณรัฐ มีการเผยแพร่ลัทธิชาตินิยมไปในหมู่ชาวจีนโพ้นทะเลในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะเอเชียอาคเนย์

ในที่สุด เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2455 สมเด็จพระพันปีหลวงหลงอวี้ได้ลงพระนามาภิไธยในพระบรมราชโองการแทนจักรพรรดิผู่อี๋ แห่งราชวงศ์ชิง ประกาศสละราชบัลลังก์ อันเป็นการสิ้นสุดการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชในประเทศจีนที่ดำเนินมานานกว่า 2,000 ปี เข้าสู่วิถีการปกครองระบอบสาธารณรัฐอย่างเป็นทางการ

แต่หลังจากนั้น การเมืองการปกครองในจีนก็ยังไม่อาจสงบลงได้ เมื่อ หยวน ซื่อไข่ ประธานาธิบดีของจีนซึ่งเป็นผู้โค่นล้มราชวงศ์ชิงได้หันกลับมาปกครองแบบจักรวรรดิเสียเอง โดยสถาปนาตนเองขึ้นเป็น “จักรพรรดิหงเซียน” ท่ามกลางกระแสต่อต้านและกดดันจากทุกด้าน

กระทั่งในที่สุด เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2459 หลังจากเริ่มต้นปีที่ 1 แห่ง “รัชศกหงเซียน มาได้เพียง 83 วัน จักรพรรดิหยวน ซื่อไข่ ก็ถูกบีบบังคับให้ยุบเลิกระบบจักรวรรดิ ก่อนจะนำระบบปีปฏิทินสาธารณรัฐจีนกลับมาใช้อีกครั้ง และภายหลังจากสิ้นสุดสมัยจักรวรรดิของหยวน ซื่อไข่ จีนก็ก้าวเข้าสู่ยุคขุนศึกและสงครามกลางเมืองครั้งใหม่แทบจะทันที

ภาคแรก ยุคบุกเบิก (ลิขิตฟ้า)

การตัดสินใจครั้งสำคัญ ของ “เฉี่ยวจำ แซ่โล้ว”

ช่วงเวลานั้น การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรในประเทศจีน ประกอบกับการคอรัปชั่นของชนชั้นปกครองซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลราชวงศ์ชิง รวมถึงการเก็บภาษีที่เอาเปรียบราษฎร ทำให้ชาวจีนจำนวนมากต้องจำยอมขายที่ดินเพื่อหลีกเลี่ยงการเก็บภาษีเพาะปลูกของทางการ

เมื่อประชาชนชาวจีนทุกหย่อมหญ้าต้องเผชิญกับความแร้นแค้นและอดอยากยากจนอย่างที่สุด จึงนับวันยิ่งมีชาวจีนอพยพย้ายถิ่นฐานลงมายังดินแดนทางใต้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวจีนที่อาศัยอยู่ในเขตใต้สุดของประเทศอย่างมณฑลกวางตุ้งซึ่งเปรียบเสมือนประตูสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นับเป็นมณฑลที่ประชากรส่วนใหญ่ได้อพยพย้ายถิ่นฐานไปยังแผ่นดินอื่นมากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ

ในจำนวนนี้รวมถึงหนุ่มชาวเมืองเกี้ยกเอี๊ยะ (กว่างโจว) ตำบลตั่วแปะ อย่าง นายเฉี่ยวจำ แซ่โล้ว วัย 28 ปี ด้วยเช่นกัน

นายเฉี่ยวจำ แซ่โล้ว เกิดปีฉลู วันที่ 15 เดือน 7 (จีน) พ.ศ. 2431 เป็นชาวจีนแต้จิ๋วลูกหลานตระกูลโล้วรุ่นที่ 15 เป็นลูกชายคนสุดท้องในบรรดาพี่น้อง 3 คนซึ่งเป็นผู้ชายล้วน และแม้ทุกคนต่างแต่งงานมีครอบครัวแล้วแต่ยังคงอาศัยอยู่ด้วยกันในบ้านที่เป็นโพรงดินเล็กๆ ของพ่อแม่ในเขตตำบลตั่วแปะ อำเภอเกี้ยกเอี๊ยะ มณฑลกวางตุ้ง

ความเป็นอยู่ของชาวจีนในชนบทสมัยนั้นมีความอัตคัดขัดสนอย่างที่สุด หากบ้านใดมีลูกชายก็พอได้อาศัยเรี่ยวแรงช่วยพ่อแม่ทำมาหากินได้บ้าง ส่วนบ้านที่มีลูกสาวอายุ 14-15 ปี พ่อแม่ก็แทบจะนำใส่กระเป๋าออก “เร่” ถามตามหมู่บ้านใกล้เคียงทำนองว่า “แถวนี้มีผู้ชายไหม?” ทีเดียว เพื่อหาที่พึ่งให้ลูกสาวได้ฝากผีฝากไข้นั่นเอง

ในปี พ.ศ. 2458 นายเฉี่ยวจำซึ่งมีอายุย่าง 27 ปี ได้แต่งงานกับนางโซ่ยเฮียง แซ่เล้า วัย 16 ปี (เกิดปีชวด 3 ทุ่ม วันที่ 28 เดือน 8 จีน พ.ศ. 2442) ลูกสาวคนโตในบรรดาพี่น้อง 3 คน (นอกนั้นเป็นน้องชายทั้งหมด) ชาวบ้านจากหมู่บ้าน เอี่ยวปี (ภาษาทางการคือ แห่บ๊วยชึง) ในมณฑลกวางตุ้งเช่นเดียวกัน จากนั้นในปีถัดมา (พ.ศ. 2459) นางโซ่ยเฮียงก็ได้ให้กำเนิดบุตรชายคนแรก คือ ด.ช.เล่าชุ้น แซ่โล้ว

(ชื่ออาเหล่ากง “เฉี่ยวจำ” แปลว่า เข็มเย็บผ้า ส่วนชื่ออาเหล่าม่า “โซ่ยเฮียง” เฮียง แปลว่า หอม “โซ่ย” แปลว่า น้อย, คนเล็ก)

ในยุคนั้น ชาวบ้านส่วนใหญ่ในตำบลตั่วแปะและเขตตำบลใกล้เคียงล้วนมีฐานะยากจน บ้านที่อยู่อาศัยมักเป็นกระต๊อบมุงด้วยฟางผุเก่า ทั้งยังมีชาวบ้านจำนวนไม่น้อยที่จำต้องพาครอบครัวซุกกายอยู่ในบ้านซึ่งมีลักษณะเหมือนโพรงที่ก่อขึ้นจากดินโคลน (คล้ายเตาเผาถ่านในแถบชนบทของไทย) ผู้ที่พอมีที่ดินทำกินอยู่เล็กน้อยก็อาจได้อาศัยทำนา เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ หรือปลูกผักพอเลี้ยงชีพบ้าง แต่ด้วยผืนดินที่แห้งแล้งกันดารก็ทำให้ผลผลิตที่ได้ไม่พอเลี้ยงครอบครัวอยู่ดี ในขณะที่บางครอบครัวซึ่งไม่มีที่ดินครอบครองก็ทำได้เพียงรับจ้างเลี้ยงวัวเลี้ยงหมู เก็บผักหญ้า ขุดหาหัวเผือกหัวมันกินประทังความหิวไปวันๆ เรื่องที่จะได้กินข้าวสวยนั้นนับว่าเป็นสิ่งที่ไกลเกินหวัง อย่าว่าแต่ข้าวหรือข้าวต้มเลย แม้แต่ “น้ำข้าว” ก็ยังไม่มีจะกินเสียด้วยซ้ำ

และครอบครัวของนายเฉี่ยวจำก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น!

ก่อนหน้านี้ ด้วยสายสัมพันธ์ทางการค้าซึ่งก่อตัวขึ้นอย่างเหนียวแน่นมาตั้งแต่ครั้งอดีต ทำให้ชาวจีนโพ้นทะเลสู้โล้สำเภาด้วยเสื่อผืนหมอนใบไปขอพึ่งพระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ไทยอยู่เนืองๆ ยิ่งเมื่อแผ่นดินรุ่มร้อนด้วยเพลิงการเมืองเช่นนี้ ชายชาวจีนจำนวนไม่น้อยจึงต่างมุ่งหน้าสู่สยาม เพื่อหางานทำและส่งเงินกลับไปให้ครอบครัวในประเทศจีน โดยชาวจีนส่วนหนึ่งได้มาตั้งถิ่นฐานอยู่ตามพื้นที่รอบๆ แม่น้ำเจ้าพระยา ท่าจีน และแม่น้ำแม่กลอง ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ไหลผ่านภาคกลางตอนล่าง เช่น นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และภาคกลางตอนบน เช่น ชัยนาท สิงห์บุรี นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ พิษณุโลก สุโขทัย เป็นต้น

เมื่อความยากจนข้นแค้นบีบบังคับจนถึงขีดสุด จึงถึงเวลาที่นายเฉี่ยวจำต้องตัดสินใจครั้งสำคัญ…หนุ่มชาวจีนปรึกษากับพ่อแม่และครอบครัวเรื่องการออกเดินทางไปเสี่ยงโชคในต่างแดน ซึ่งแน่นอนว่าประเทศสยามที่สงบสุขย่อมเป็นทางเลือกอันดับหนึ่ง

ด้วยเหตุนี้ ในปี พ.ศ. 2459 เฉี่ยวจำ แซ่โล้ว จึงได้ขอหยิบยืมเงินจากญาติพี่น้องคนละเล็กคนละน้อย จนพอได้ค่าจ้างเรือสำเภา อำลาพ่อแม่พี่น้องญาติมิตร รวมถึงภรรยาและลูกชายซึ่งวัยยังไม่เต็มขวบ บ่ายหน้าสู่ดินแดนทางใต้ เพื่อขอพึ่งพระบรมโพธิสมภารของพระหากษัตริย์แห่งสยามประเทศในปีนั้นเอง

(หมายเหตุ ในสมัยนั้นยังไม่มีกฎหมายห้ามการเข้าเมืองของคนต่างด้าว ดังนั้น ชาวต่างชาติหรือคนในประเทศเพื่อนบ้านที่ต้องการอพยพมาอยู่ในแผ่นดินสยามจึงสามารถกระทำได้โดยไม่ต้องหลบหนีเจ้าหน้าที่หรือลักลอบเข้าเมืองแต่อย่างใด เพียงแต่ต้องไปแจ้งกับทางการเพื่อขอมีใบอนุญาตคนต่างด้าวเท่านั้น)

(more…)

ภาคสอง…ลูกพยัคฆ์

Posted in ประวัติ by pawoot on สิงหาคม 23, 2017

กระท่อมน้อยข้างป่า (ช้า) ที่เปลี่ยวร้าง!

“…ผลไม้ที่สุกแล้วย่อมมีภัยอยู่ตลอดเวลา จากการที่ต้องร่วงหล่น ฉันใด สัตว์ทั้งหลายเกิดมาแล้ว ก็มีภัยอยู่ตลอดเวลาจากการที่จะต้องตาย ฉันนั้น ตอนเช้ายังเห็นกันอยู่มากคน พอตกเย็นก็ไม่เห็นบางคน เมื่อเย็นยังเห็นกันอยู่มากคน ถึงรุ่งเช้า ก็ไม่เห็นบางคน…” (พุทธพจน์)

เมื่อต้องสูญเสียลูกอันเป็นที่รักไปอย่างไม่มีวันกลับ ไม่ว่าพ่อแม่คนไหนก็ยากจะทำใจได้โดยง่าย สำหรับนายเฉี่ยวจำและนางโซ่ยเฮียง การสูญเสียลูกชายวัยกำลังน่ารักไปอย่างกะทันหันเช่นนี้ ทำให้สองสามีภรรยาเศร้าโศกและทุกข์ทรมานใจอย่างที่สุด ยิ่งต้องอยู่ในบ้านริมน้ำที่อบอวลด้วยบรรยากาศเก่าๆ ของลูกน้อยผู้จากไป ก็ยิ่งเพิ่มความเจ็บปวดจากความคิดถึงมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น หลังจากสูญเสียลูกชายคนที่ 3 ไปไม่นานนัก นายเฉี่ยวจำกับนางโซ่ยเฮียงจึงปรึกษากันเรื่องจะย้ายออกจากบ้านเช่า ไปอยู่ในที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง

เมื่อตัดสินใจแน่วแน่แล้ว นับจากนั้น นายเฉี่ยวจำก็มุมานะทำงานอย่างหนักยิ่งกว่าเดิม เงินที่ได้จากการทำงานก็นำมากินใช้ในครอบครัวน้อยที่สุด และเก็บออมเงินให้มากที่สุด ในช่วงนั้น หากได้ยินข่าวว่าบ้านไหนมีการรื้อบ้านเพื่อสร้างใหม่ นายเฉี่ยวจำจะรีบไปดูทันที เพื่อขอซื้อวัสดุต่างๆ จากเจ้าของบ้าน เช่น สังกะสีเก่าๆ ไม้เก่าๆ ที่ยังพอจะนำมาเป็นส่วนประกอบของบ้านได้ ซึ่งส่วนมากเจ้าของบ้านจะขายให้ในราคาถูกๆ แม้ไม้เก่าที่ซื้อมาจะมีรอยปลวกแทะหรือหักไปบ้าง สังกะสีก็เก่าจนเป็นสีน้ำตาลด้วยคราบสนิมและเริ่มมีรูรั่วบ้างแล้ว แต่โดยรวมก็ยังนับว่าใช้ได้และประหยัดเงินได้มากกว่าซื้อของใหม่หลายเท่า

เมื่อกระท่อมหลังน้อยปลูกสร้างเสร็จแล้ว นายเฉี่ยวจำก็พาภรรยาและลูกย้ายจากบ้านเช่าริมน้ำเข้ามาอยู่ใน “บ้านใหม่” ทันที ซึ่งแม้คนทั่วไปอาจมองว่าเป็นเพียงกระต๊อบโทรมๆ แต่สำหรับนายเฉี่ยวจำแล้ว นี่คือ “บ้าน” หลังแรกบนที่ดินของตนเองที่นายเฉี่ยวจำและภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากภาคภูมิใจอย่างยิ่ง

กระท่อมหลังน้อยนี้มุงหลังคาด้วยสังกะสีผุๆ ใช้ไม้ขัดแตะทำฝาบ้านและกั้นเป็น 2 ห้องแคบๆ ไม่ไกลจากตัวกระท่อมนักมีต้นมะม่วงแก้มแดงซึ่งกำลังรุ่นๆ อยู่ต้นหนึ่ง ส่วนอีกด้านหนึ่งของกระท่อมเป็นทุ่งโล่งกว้างซึ่งมักมีแขกเลี้ยงวัวต้อนวัวมาเลี้ยงอยู่เป็นประจำทำให้ในช่วงกลางวันดูไม่เงียบเหงานัก แต่พอตกกลางคืนกลับแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง เพราะแม้กระท่อมหลังน้อยนี้จะอยู่ติดกับถนนแสงชูโตที่เพิ่งสร้างใหม่ แต่ถนนนั้นก็ยังเป็นถนนหินและดินลูกรังด้วยการก่อสร้างยังไม่เสร็จสิ้น ทำให้ไม่ค่อยมีผู้นิยมใช้เส้นทางนี้สัญจรเท่าใดนัก อีกทั้งด้านหลังที่ดินก็เป็นป่าช้าเก่า จึงทำให้ในเวลากลางคืนยิ่งดูเปลี่ยวและเงียบสงัดจนน่าขนลุก!

หลังจากย้ายมาอยู่ใน “บ้านใหม่” ได้ไม่นาน นางโซ่ยเฮียงก็ตั้งท้องลูกคนที่ 5 และให้กำเนิด เด็กชายไจ้หลี (บุญชัย พงษ์วิทยภานุ) เมื่อวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2472 (ปีมะโรง)

หลังจากนั้นอีก 2 ปีต่อมา ก็ให้กำเนิดลูกชายคนที่ 6 คือ เด็กชายเต็กหลี แซ่โล้ว เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2474 (ปีมะแม)

จึงเป็นอันว่าในปี พ.ศ. 2474 นั้น ครอบครัวหนุ่มชาวจีนแซ่โล้วมีสมาชิกอยู่รวมกันในกระท่อมเล็กๆ แห่งนี้ถึง 7 คน! (more…)

ภาคสาม…บุกเบิกสู่ธุรกิจการค้า “โล้วเฮงหมง”

Posted in ประวัติ by pawoot on สิงหาคม 23, 2017

ภาคสาม…บุกเบิกสู่ธุรกิจการค้า “โล้วเฮงหมง”

สงครามยุติ กลับท่าเรือ

พุทธศักราช 2488

ความเสียหายอย่างร้ายแรงที่เกิดขึ้นต่อประเทศ จากการที่เครื่องบินรบของสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นฝ่ายสัมพันธมิตร ได้ทิ้งระเบิดปรมาณูสองลูกที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิซึ่งเป็นเมืองอุตสาหกรรมที่สำคัญของญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 6 และ 9 สิงหาคมปีนั้น ทำให้ในวันที่ 14 สิงหาคม สมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิ ฮิโรฮิโต ทรงมีพระบรมราชโองการให้กองทัพญี่ปุ่นยุติการรบ จากนั้นในวันที่ 15 สิงหาคม ก็ทรงการประกาศทางวิทยุกระจายเสียงยอมจำนนต่อฝ่ายสัมพันธมิตรอย่างไม่มีเงื่อนไข สงครามมหาเอเชียบูรพาซึ่งดำเนินมาเกือบ 4 ปี จึงยุติลง

ในขณะที่ประเทศไทยนั้น วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2488 มีพระบรมราชโองการว่า การประกาศสงครามกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกาเป็นโมฆะ เพราะเป็นการทำผิดเจตจำนงของประชาชนชาวไทยและฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และกฎหมายของบ้านเมือง นอกจากนี้ การมีคนไทยกลุ่มหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า “ขบวนการเสรีไทย” ดำเนินการร่วมมือและช่วยเหลือฝ่ายสัมพันธมิตรอย่างลับๆ มาโดยตลอด นับว่ามีส่วนช่วยให้สหรัฐอเมริกาให้ความเห็นใจประเทศไทยอยู่มาก ส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ประกาศรับรองสันติภาพของไทย เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ทำให้ไทยรอดพ้นจากการเป็นผู้แพ้ในสงครามในที่สุด

ทันทีที่ทหารญี่ปุ่นถอนกำลังออกจากพื้นที่จังหวัดราชบุรีและกาญจนบุรี นายเฉี่ยวจำก็พาภรรยาพร้อมลูกชาย ลูกสะใภ้ และหลานๆ กลับบ้านที่ตำบลท่าเรือด้วยความโล่งใจ

ระยะเวลาราว 2-3 ปี (พ.ศ. 2486-2488) ที่ครอบครัวของนายเฉี่ยวจำอพยพหนีภัยสงครามไปอยู่ที่จังหวัดนครปฐมนั้น ได้มีความเปลี่ยนแปลงและเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นในครอบครัวแซ่โล้วหลายอย่าง เช่น การแต่งงานของลูกชายคนที่ 4 ของนายเฉี่ยวจำ คือนายชุนหลี (อายุ 18 ปี) กับนางเซียงซุ้ย แซ่โค้ว (อายุ 18 ปี) เมื่อวันสารทจีน ปี พ.ศ. 2487 (อาม่าที่ 1 คืออาม่าหมุยจู กับอาม่าที่ 4 คืออาม่าเซียงซุ้ย เป็นญาติร่วมแซ่กัน อาม่าหมุยจูมีศักดิ์เป็นอาหลานกับอาม่าเซียงซุ้ย…ลำดับญาติได้ว่า ปู่ของอาม่าเซียงซุ้ยเป็นพี่ชายของพ่ออาม่าหมุยจู …พี่ชายคนโตกับน้องชายคนเล็ก)

IMG_2330

นอกจากนี้ ลูกๆ ของนายเฉี่ยวจำที่แต่งงานแล้ว ต่างให้กำเนิดหลานปู่หลานย่าอีกหลายคนในช่วงเวลานี้เช่นกัน นั่นคือ (more…)

ภาคผนวก (รวมลูกหลานทั้งตระกูล)

Posted in Uncategorized by pawoot on สิงหาคม 23, 2017

ภาคผนวก

1.ทำเนียบลูกหลานตระกูลโล้ว (อัพเดทวันที่ 23 สิงหาคม 2017)

๏ ต้นตระกูล รุ่นที่ 1

หมายเหตุ แม้ว่า อาเหล่ากงเฉี่ยวจำ แซ่โล้ว จะเป็นลูกหลานตระกูลโล้ว รุ่นที่ 15 แต่เนื่องจากอพยพโยกย้ายมาอาศัยอยู่ในเมืองไทยและเป็นต้นตระกูลของนามสกุลแซ่โล้วและพงษ์วิทยภานุดังนั้น ในที่นี้จึงเริ่มนับอาเหล่ากงเฉี่ยวจำและอาเหล่าม่าโซ่ยเฮียงเป็นรุ่นที่ 1 ในฐานะที่เป็นต้นตระกูล

  • อาเหล่ากงเฉี่ยวจำ แซ่โล้ว เกิดปีฉลู วันที่ 15 เดือน 7 (จีน) พ.ศ. 2431
  • อาเหล่าม่าโซ่ยเฮียง แซ่เล้า เกิดปีชวด 3 ทุ่ม วันที่ 28 เดือน 8 (จีน) พ.ศ. 2442)

นายเฉี่ยวจำและนางโช่ยเฮียง

 

๏ รุ่นที่ 2 (รุ่นลูก)

(บุตรชายทั้ง 7 ของอาเหล่ากงเฉี่ยวจำ และอาเหล่าม่าโซ่ยเฮียง)

  1. นายเหล่าชุ้น แซ่โล้ว (ตั่วแปะ) เกิด ปีมะโรง พ.ศ. 2459
  2. นายชุนเส็ง แซ่โล้ว (ยี่แปะ) เกิด ปีวอก พ.ศ. 2463
  3. เด็กชายเหล่าจุ้ย แซ่โล้ว (เสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก) เกิด ปีกุน พ.ศ. 2466
  4. นายชุนหลี แซ่โล้ว (ซี่แปะ) เกิด ปีขาล พ.ศ. 2469
  5. นายบุญชัย พงษ์วิทยภานุ (ไจ้หลี-โหง่วเจ็ก) เกิด ปีมะโรง พ.ศ. 2471
  6. นายเต็กหลี แซ่โล้ว (หลักเจ็ก) เกิด ปีมะแม พ.ศ. 2474
  7. นายศักดิ์ชัย  พงษ์วิทยภานุ (ซุ่นหลี-โซ้ยเจ็ก) เกิด ปีกุน 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2478

817b0459-2e28-43a3-8da2-4ce6168bfa08

(more…)

ประวัติตระกูลโล้วเฮงหมง

Posted in ประวัติ by pawoot on เมษายน 17, 2010

ประวัติของตระกูลโล้วเฮงหมง
(การเดินทางพันไมล์ ก็เริ่มต้นจากก้าวเดียว)

ผู้ก่อตั้ง

นายเซี่ยวจำ แซ่โล้ว (ปีฉลู เดือน 7 จีน วันที่ 15) เป็นลูกหลานตระกูลโล้ว รุ่นที่ 15 มาจากประเทศจีน ตำบลตั่วแป๊ะ อำเภอเต็กเอี๊ยะ ไซมิ่งฮั้ว เทียบไปก็เหมือนภาค อีสานบ้านเรา ที่แห้งแล้ง จึงต้องอพยพมาอยู่เมืองไทย โดยเรือสำเภา โดยมีพี่น้อง 3 คน นายเซี่ยวจำ เป็นน้องคนสุดท้อง เข้ามาทำมาหากินในประเทศไทย โดยประกอบอาชีพค้าขาย รับซื้อพืชไร่ เครื่องหนังสัตว์ เพื่อเอาไปขายต่อที่กรุงเพท ซึ่งธุรกิจตั้งอยู่ที่ตำบลท่าเรือ จังหวัดกาญจนบุรี โดยที่อยู่ในสมัยนั้นมีท่านขุนมอบให้นายเซี่ยวจำ

เพราะเป็นคนที่ขยันทำงาน  จึงยกที่ให้  แต่ตอนนั้นนายเซี่ยวจำยังไม่มีเงินสร้างบ้าน  จึงได้ขายที่บางส่วนมาสร้างบ้าน โดยในตอนขายได้ให้คนที่จะซื้อที่เลือกเอาว่า จะเอาที่ส่วนไหนระหว่างติดแม่น้ำกับติดถนน ซึ่งสมัยก่อนการขนส่ง การเดินทาง มักจะใช้ทางน้ำ ทางเรือเป็นหลัก และที่ดินที่นายเซี่ยวจำได้สมัยก่อนติดแม่น้ำ คนซื้อจึงเลือกด้านที่ติดแม่น้ำ  นายเซี่ยวจำจึงต้องมาสร้างบ้านตรงด้านหน้าถนน  ซึ่งต่อมา ถนน หนทางดีขึ้น  คนเปลี่ยนมาใช้การเดินทางทางถนนจึงทำให้ปัจจุบัน จึงกลายเป็นทำเลที่ดีกว่า โดยที่อยู่ที่ตั้งแรกอยู่ที่ปากทางสามแยก ตลาดท่าเรือ  ตอนสร้างบ้านครั้งแรก โดยค่าก่อสร้างบ้านในสมัยน้ันใช้เงินประมาณ 100-200 บาท แต่คงไม่ใช่เป็นตึกเหมือนสมัยนี้

นายเซี่ยวจำมาเมืองไทยเมื่ออายุ 28 เดาว่าน่าจะสมัย ปลายรัชกาลที่ 5 แต่งงานกับนางโซ่ยเฮียง  ตอนนั้นนางโซ่ยเฮียง อายุ 16 ปี แต่สำหรับนายเซี่ยวจำไม่แน่ใจว่าตอนแต่งอายุเท่าไหร่ แต่น่าจะน้อยกว่า 28 แต่งงานกันตั้งแต่ ตอนอยู่เมืองจีนแล้ว

สมัยอยู่เมืองจีน ยากจนข้นแค้น ไม่มีจะกิน จึงต้องอพยพมาเมืองไทย ทางเรือสำเภา ตอนมาจากเมืองจีนมีลูกคนโตอยู่ 1 คน คือ ด.ช. เหล่าชุ้น แซ่โล้ว(ตั่วแปะ) เพียง คนเดียว อายุ 4 ขวบ มาจากเมือง กวางโจว เมื่อมาถึงเมืองไทย ไม่มีที่อยู่ จึงต้องมาของานทำ และขออาศัย อยู่ที่บ้านหลังใหญ่ (น่าจะเป็นบ้านของนายจ้าง) ซึ่งอยู่แถว ต.วังศาลา  ที่อาศัยต้องเอาฟางปูนอน และบ้านเป็นกระต๊อบ พอบ้านหลังใหญ่กินข้าวเหลือ ถึงเอามาให้นางโซ่ยเฮียง  กับ ด.ช.เหล่าชุ้น กิน มีอยู่วันนึงเอาฟางมาก่อไฟ ก่อไปก่อมาฟางไหม้บ้าน

นายเซี่ยวจำมาเมืองไทยก็ไม่ได้กลับไปเมืองจีนอีกเลย ตอนมาเมืองไทยช่วงแรกๆ มารับจ้างแบกหาม เพื่อสร้างถนน ตอนไปขอสมัครงานทำ คนไทยจะหิ้ว ดิน ทราย 2 คน ต่อ1 บุ้งกี๊ นายเซี่ยวจำตัวเล็ก ๆ ขาว ๆ ก็ไปเข้าไปขอทำงาน คนไทยก็พูดว่า ลื้อตัวเล็ก ๆ จะทำได้ยังไง แต่ก็ลองให้ทำ นายเซี่ยวจำก็เลยใช้วิธีหาบ คนเดียว 2 บุ้งกี๊ ทำไปทำมาก็เลยได้เป็นหัวหน้าคนงาน

ต่อมาได้สมรสกับ นางโซ่ยเฮียง แซ่เล้า (ปีชวด เดือน 8 จีนวันที่ 28  เกิด 3ทุ่ม) ซึ่งอยู่หมู่บ้าน เอี่ยวปี  ภาษาทางการ แห่บ๊วยชึง มีบุตร 7 คน และได้ขยายกิจการไปเป็นหลายๆ กิจการโดยในปี พ.ศ. 2514 ก็ได้มีการแบ่งกิจการให้บุตรแต่ละคนดูแลกิจการคนละอย่าง

1. เหล่าชุ้น  แซ่โล้ว (ตั่วแป๊ะ) – กิจการรถยนต์และอุปกรณ์อะไหล่
2. ชุ่นเส็ง  แซ่โล้ว (หยี่แป๊ะ) – กิจการเครื่องสูบน้ำและแป๊ปน้ำ
3. เหล่าจุ้ย แซ่โล้ว (เสียชีวิตตอนเด็ก)
4. ชุ่นหลี  แซ่โล้ว (ซี่แป๊ะ) – กิจการปั้มน้ำมันเอสโซ่
5. บุญชัย  พงษ์วิทยภานุ (ไจ้หลี หรือ โหง่วเจ็ก) – กิจการรถจักรยานยนต์
6. เต็กหลี  แซ่โล้ว (หลักเจ็ก) – กิจการนาฬิกาและอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า
7. ศักดิ์ชัย  พงษ์วิทยภานุ (ซุ่นหลี หรือโซ้ยเจ็ก) – กิจการปั้มน้ำมันเชลล์


รูปของลูกชายทั้ง 6 กับนางโซ่ยเฮียง

โล้วเฮงหมง มาจาก 

卢 兴 

  • 卢 (โล้ว) = แซ่ตระกูล มาจาก หลู/โล้ว  
  • 兴 (เฮง) = การเจริญรุ่งเรือง เติบใหญ่
  • 茂 (หมง) = ร่ำรวย/ ไม่มีที่สิ้นสุด